ประเทศไทยเป็นประเทศโซเชียลมีเดียชั้นนำของโลก|ที่ปรึกษาการตลาด ธุรกิจแบบ B2B บิ๊กบีทแบงค็อก

wave

グッドモーニング バンコク!

2018-8-13

ประเทศไทยเป็นประเทศโซเชียลมีเดียชั้นนำของโลก

คนญี่ปุ่นที่ทำงานในประเทศไทย จะแปลกใจกับวิธีการใช้โซเชียลมีเดีย ที่มีความแตกต่างกันมากกับที่ประเทศญี่ปุ่น 
ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศไทยจะมีช่องทางการสื่อสารโดยใช้LINEเป็นจำนวนมาก
ในเชิงธุรกิจเองก็ใช้ LINE ในการติดต่อกับลูกค้าหรือหุ้นส่วน ซึ่งมีการใช้LINEกันอย่างแพร่หลาย 
ทั้งๆที่มีอีเมลใช้กันอยู่ แต่ก็มีการใช้ทั้งสองช่องทางในการสื่อสาร         
ซึ่งไม่เข้าใจว่าใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจในการเลือกช่องทางการสื่อสารนั้นๆ 
ดังนั้นหากไม่ตรวจสอบการใช้งานทั้งสองอย่างให้ดี จะเกิดความยุ่งยากลำบากแน่นอน (หัวเราะ)
สำหรับการค้นหาข้อมูล ก็มีเรื่องน่าประหลาดใจ พวกเราคนญี่ปุ่นจะใช้Googleในการค้นหาข้อมูลเป็นจำนวนมาก 
แต่คนไทยจะใช้Facebookในการค้นหาข้อมูล ทั้ง LINE และ Facebook ไม่ใช่ว่าอย่างไหนจะดีไม่ดี
แต่เป็นวัฒนธรรมที่ทำให้เข้าใจถึงความจำเป็นในการใช้เชิงธุรกิจ
ยกตัวอย่างเช่น  หากจะทำธุรกิจในประเทศไทย ไม่เพียงแค่ Website เท่านั้น แต่ต้องเตรียมเปิดFacebookไว้ด้วย
ไม่เช่นนั้นอาจจะค้นหาธุรกิจของเราไม่พบก็ได้
“Digital in 2018” ของบริษัทWE ARE SOCIAL LTD.บริษัทดิจิตัลมาร์เก็ตติ้งของประเทศอังกฤษ
มีการรายงานถึงสภาพการใช้งานของโซเชียลมีเดียของแต่ละประเทศทั่วโลก 
เอกสารสำรวจที่มีอยู่หลายร้อยหน้านั้น  จะขอหยิบยกบางส่วนที่เป็นข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้
อันดับแรกคือเรื่องเวลาที่เข้าโซเชียลมีเดียต่อวัน ของแต่ละประเทศ



อันดับแรกคือประเทศฟิลิปปินส์ 3 ชั่วโมง 57นาที  และประเทศไทยตามมาที่อันดับ4 3 ชั่วโมง 10 นาที,
ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, แถบอเมริกาใต้ อยู่ในอันดับต้นๆ และประเทศญี่ปุ่นอยู่อันดับ40 ที่ 48 นาที
เพียงแค่ดูข้อมูลการสำรวจนี้ จะสามารถรับรู้ได้ว่า “วิธีการที่แตกต่างกันทั้งหมดนี้ ใช้ไม่ได้” สินะ

ต่อไป เป็นการจัดลำดับของจำนวนผู้ใช้โซเชียลมีเดีย



Facebookเหนียวแน่นมากอย่างที่คิด คือครองตลาดจากผู้ใช้งานถึง 2,100 ล้านคน
รองลงมาคือ YouTube 1,500 ล้านคน ส่วนLINEที่มีการใช้อย่างแพร่หลายทั้งในไทยและญี่ปุ่น
อยู่ที่อันดับ 18 ของโลกจำนวน 200 ล้านคน
ส่วนแอปพลิเคชั่น Messenger ที่คำนวนดูแล้วมี Facebook messenger อยู่ที่ 1,300 ล้านคน
หากจะว่าไป Whats App ก็มีจำนวนผู้ใช้งานถึง1,300ล้านคนเช่นเดียวกันกับFacebook messenger
แต่ไม่ค่อยแพร่หลายเท่าไรนักในประเทศญี่ปุ่น
แอปพลิเคชั่น Messenger นี้ มีความน่าสนใจตรงที่แสดงถึงเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละประเทศที่มีความหลากหลายมากเลยครับ



ต่อไป เป็นเรื่องของมุมมองที่ประเทศไทย ซึ่งพิจารณาจากหลายมุมมอง เปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่น




สำหรับคนไทยนั้น เวลาที่ใช้อินเตอร์เน็ต คือ 9 ชั่วโมง 38 นาที ในจำนวนชั่วโมงนั้นเป็นเวลาที่ใช้โซเชียลมีเดีย 3 ชั่วโมง 10 นาที 
ส่วนของญี่ปุ่น คือ ใช้อินเตอร์เน็ต 4 ชั่วโมง 12 นาที และโซเชียลมีเดีย 48 นาที
เวลาที่ใช้กับมีเดียที่เป็นคลิป เช่นYouTube ของไทย 4 ชั่วโมง ของญี่ปุ่น 2.5 ชั่วโมง
หากพูดกันใช้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก็สามารถกล่าวได้ว่าคนไทยจะชอบดูโซเชียลมีเดียยิ่งกว่ารับประทานอาหาร 3 มื้อ นะครับ
ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียได้อย่างคล่องแคล่ว ดูจากข้อมูลที่สำรวจ ของไทย 74% ของญี่ปุ่น 56%  ยิ่งทำให้เข้าใจได้อย่างชัดเจนเลยนะครับ




ในโซเชียลมีเดียที่ใช้กันอยู่นี้ ก็มีความแตกต่างกันนะครับ
ไทยใช้Facebook 75% ญี่ปุ่น 34% ในทางกลับกัน ไทยไม่ค่อยใช้Twitter ซึ่งมีเพียง 38%  หากเทียบกับญี่ปุ่นอยู่ที่ 45%




สำหรับพวกเราเองที่เป็นบริษัทสำรวจการตลาด ได้พบข้อมูลที่น่าสนใจ คือ เมื่อเปรียบเทียบสื่อต่างๆที่มีผลกระทบต่อการซื้อสินค้าและบริการ 
ประเทศไทยจะมีพลังของสื่อสารมวลชนในการสร้างความประทับใจจากผู้ซื้อ ทางTV 35% ONLINE 46%
ถือว่าแกร่งเลยทีเดียวครับ ในอีกด้านหนึ่ง ที่ประเทศญี่ปุ่น ONLINE 46%  TV 22%
ซึ่งแสดงให้เห็นถึงกระแสของการใช้การตลาดแบบดิจิตัลที่โดดเด่นขึ้นมาเลยทีเดียว




เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเทศไทยจึงมีการวางแผนการตลาดแบบดิจิตัลแบบB2B ซึ่งโซเชียลมีเดียจะเป็นช่องทางสำคัญอย่างมากในการทำการตลาดยุคนี้
โดยเฉพาะเมื่อดูจากข้อมูลต่อจากนี้แล้ว เป็นเรื่องนี่น่าตกใจอย่างมาก



ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลของผู้ใช้Facebook แยกตามแต่ละประเทศและแยกตามเมืองหลวง  ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 8 ของโลก 
หากเป็นการแบ่งแยกตามเมืองหลวง กรุงเทพฯ มีจำนวนผู้ใช้ถึง 22ล้านคน ติดอันดับ 1 ของโลก
แต่กรุงเทพเป็นเมืองหลวงที่มีประชากรเกือบ 10 ล้านคน ใช่หรือไม่ครับ? ซึ่งไม่เข้าใจเหตุผลที่แท้จริงนี้เลยครับ
แต่เมื่อได้รับทราบจากผู้สันทัดกรณีด้านการตลาดและคนไทยทั่วไปในกรุงเทพ จะพบว่าคนไทยจะใช้FacebookหลายAccount
ซึ่งเป็นการแบ่งแยกการใช้งานโดยTPO หรือจะพูดอีกอย่างได้ว่าเป็นมีเดีย(ช่องทาง) ที่จำเป็นต้องมีการใช้งานแบบนี้
เรื่องนี้น่าจะเป็นการส่งสัญญานในเรื่องของการตลาดแบบดิจิตัลเลยก็ว่าได้นะครับ

ข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาดูตามเวปไซท์นี้นะครับ
http://bit.ly/2BdbYSY